จังหวะดนตรี / ห้องเพลง

      เนื่องจากการเต้นแอโรบิก ต้องอาศัยเสียงเพลงในการเต้น ดังนั้น ถ้าเพลงสนุกทันสมัยก็จะทำให้การเต้นไม่น่าเบื่อ สนุกสนาน แต่เป็นที่รู้กันว่าการเต้นแอโรบิก เป็นของต่างประเทศ และเขาจะมีการกำหนดความเร็วของเพลง (BPM ย่อมากจาก Beat Per Minute) โดยเริ่มจากช้า ไป เร็ว ให้เข้าและเหมาะกับช่วงของการออกกำลังกาย โดยเขาจะแบ่งเป็นห้องๆหรือตามช่วงของดนตรี โดย 1ห้องเพลงใหญ่(Block) จะประกอบไปด้วยห้องเพลงย่อย(Phase) 4 ห้อง และห้องเพลงย่อยแต่ละห้องจะประกอบด้วยจังหวะ(เสียงกลองหรือเสียงเบส) 8 จังหวะ(Beat) ดังนั้นเพลงแต่ละเพลงจะประกอบด้วยห้องเพลงมาก-น้อยขึ้นอยู่กับความยาวและความเร็วของเพลง เขียนให้เข้าใจง่ายๆดังนี้

1 ห้องใหญ่ (Block)  
=  
   4          ห้องย่อย (Phase)
1 ห้องย่อย (Phase) 
=  
   8          จังหวะ (Beat )   
1 ห้องใหญ่(Block)
  =    
  32         จังหวะ (Beat)

     ห้องเพลงมีความสำคัญต่อการเต้นแอโรบิกแบบบล็อกหรือแบบท่าชุดมาก เพราะจังหวะของเพลงหรือ Phase เพลงแต่ละ Phase จะบอกให้เรารู้ว่าจะเริ่มต้นหรือสิ้นสุดตรงไหน สามารถที่จะเต้นท่าที่ซับซ้อนได้โดยไม่ต้องพะวงกับการนับจังหวะ ทำให้สามารถเต้นได้อย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ  อีกทั้งท่าเต้นแอโรบิกทุกท่าจะมีจังหวะการนับแตกต่างกันออกไป ดังนั้นผู้นำเต้นควรศึกษา การนับจังหวะของท่าให้ถูกต้อง เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้ผู้นำเต้นทุกคนออกแบบท่าได้ด้วยตัวเอง สามารถออกแบบท่าและเชื่อมท่าได้อย่างถูกต้อง กลมกลืน

การเต้นแอโรบิก มี 3 แบบคือ


1 Free Style หมายถึง  การเต้นที่ไม่มีรูปแบบ นึกท่าไหนออกก็นำเสนอออกไป เหมาะกับสมาชิกที่เพิ่งเริ่มเต้นใหม่ๆ และเหมาะกับครูฝึกมือใหม่ ไม่คำนึงถึงห้องเพลง

2 Block หมายถึงการเต้นท่าชุด ท่าที่นำมาประกอบแต่ละชุดต้องไม่ยาวเกินไป สามารถเต้นซ้ำกี่รอบก็ได้ ผู้นำเต้นต้องเตรียมท่าและออกแบบท่ามาก่อนๆที่จะนำเสนอ การเต้นแบบนี้ผู้นำเต้นต้องมีความรู้ในเรื่องของห้องเพลง มีความรู้ความเข้าใจในการนำเสนอ  และในการเต้น 1 ชั่วโมงจะมีกี่บล็อกก็ได้ ดังนั้นผู้นำควรมีความจำที่ดี ไม่เช่นนั้นจะทำให้สมาชิกสับสนและ ไม่ยอมรับ      
 
3 T I F T ( Take It From the Top ) หมายถึงการเต้นที่เพิ่มท่าเข้าไปเรื่อยๆ (Add-On) การเต้นจะต้องคำนึงถึงห้องเพลง  ผู้นำเต้นต้องมีความจำดี เพราะจะต้องจำท่าตั้งแต่ท่าแรกจนถึงท่าสุดท้ายที่เต้น การเพิ่มจะค่อยๆเพิ่มท่า เข้าไปเรื่อยๆ